Flatservices
ความเครียดทางการเงิน /ทางออกที่ต้องใช้สติ และฝึกฝนทักษะได้

โดย ภาณุวิชญ์ สกุลธนกุล /Panuwitch sakulthanakul 

Financial Lobbyist/Expert Trader

7/1/2555 

ความเครียดทางการเงิน /ทางออกที่ต้องใช้สติ และฝึกฝนทักษะได้ 

คนเรามักจะเครียดเวลาหาเงินไม่ทันใช้ หรือว่ามีหนี้ที่ต้องจ่ายมากกว่า มันเป็นเรื่องปกติเลยครับ 
แต่ถามว่า เราควรจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ผมเชื่อคนในประเทศไทยและในโลกส่วนใหญ่
ต้องเคยเจอปัญหาทำนองนี้ มันเป็นเหมือน สิ่งที่ทุกคนต้องผ่านและเจอ

เอาละถ้าจะแก้ปัญหาและผ่านได้แบบร่างกายและจิตใจไม่บอบช้ำเราควรจะทำอย่างไรก่อนดีกว่า

เอาขั้นป้องกันก่อนนะครับ

1. อย่าใช้อารมณ์หรือความรู้สึกชดเชยในการซื้อของ ถ้าหากเงินสำรองของคุณไม่มีมากพอ

ถ้าคุณบอกว่ารายจ่ายในบ้านมันมาก แล้วยังจ่ายให้มีความสุข นั่นคือ คุณเป็นพวกสุขนิยม

ถ้าจะให้เหตุผลว่า ผู้หญิงต้องสวยผู้ชายต้องหล่อ ก็เลย ไปเคาเตอร์เครื่องสำอาง หน่อย ไปเคาเตอร์เสริมหล่อ จริงครับ มันอาจจะดูดีขึ้น มา แต่ถ้าสิ่งนั้นซื้อมาแล้ว มันไม่ได้ทำเงินสดระยะสั้นให้คุณได้ทันทีมันมีปัญหาแน่ๆ

เพราะฉะนั้นจำไว้ว่า เวลาเงินน้อย อย่าไปซื้อของไม่จำเป็น
2. หมั่นเช็คปัญหาทางการเงินกับคนรบอๆตัว ที่อยู่ในครอบครัวหรือวงการเงินที่เกี่ยวข้องกับคุณโดยตรงก่อน
บางทีปัญหามันไม่ได้มาจากคุณ แต่คุณต้องแก้ปํญหาหนักๆให้คนอื่น
แต่ถ้าคุณได้คุยได้แนะการใช้เงินให้ถูกวิธีเรื่องนี้อาจจะไม่ต้องเป็นเรื่องหนักๆสำหรับคุณก็ได้ครับ

เอาสองข้อนี้ก็พอครับ ทำให้ได้ จำให้แม่นเลย ป้องกัน ความเครียดทางการเงินบุคคลได้พอสมควรเลยครับ

ถ้าเกิดแล้วทำอย่างไรละทีนี้

วิธีแก้ง่ายๆคือ
1. ประเมินสินทรัพย์สำหรับการชำระหนี้ทั้งหมด เป็นรูปแบบที่ชำระเงินได้ เป็นไปได้ก็เงินสดไว้ก่อนครับ
มันจะสะดวกและใช้จ่ายเพื่อลดปัญหาให้ได้มากที่สุด

2. เรียงลำดับเหตุการณ์ที่ต้องจ่ายเงิน จายเท่าไร จ่ายยังไง จ่ายแล้วจะเกิดผลดีเสียอย่างไร
ถ้าเงินมีจำกัด ให้จ่ายให้น้อยที่สุด แต่เกิดผลดีมากที่สุด

และให้จ่ายหนี้ที่สามารถหารายได้หรือสินทรัพย์เพิ่มเข้ามา

3. อย่าสร้างหนี้ใหม่เพิ่ม

เอา 3 ข้อนี้นะครับทำให้ดี รางวัลดีๆ จะเกิดกับคุณโดยไม่ต้องซื้อล็อตเตอรรี่เลยครับ

เราเรียกว่า ความสุขแห่งสมดุลทางการเงินครับ

สู้ครับ 

โครงการ Balance จัดชีวิตให้สมดุลทางการเงินบุคคล เพื่อเป็นบันไดก้าวแรกสู่ทุกอย่างที่ฝันไว้

โดย Panuwitch sakulthanakul/ ภาณุวิชญ์ สกุลธนกุล 
Financial Lobbyist/Expert Trader

6/1/2555

วันนี้ขอเล่าอย่างไม่เป็นทางการถึงโครงการที่ตั้งใจจะทำ
คือ โครงการ Balance เรียกชื่อเป็นไทยง่ายๆ ว่า โครงการปรับสมดุลทางการเงิน
โดย เป็นโครงการไม่มีค่าใช้จ่ายในการเรียน เป็นโครงการไม่ได้มุ่งแสวงกำไรหรือประโยชน์
รับสมาชิก ใน 2 รูปแบบ คือ
1. แบบเข้า Class จำนวน 30 คน
2. แบบเรียนออนไลน์ จำนวน 30 คน

โดย มีเป้าหมายในการเรียนเพื่อ การปรับสมดุลทางการเงินบุคคลให้รู้เท่าทันและเท่าเทียม 
อย่างถูกต้องตามหลักศีลธรรม และสง่างาม สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และถ่ายทอดกับคนรอบๆข้างได้

โดยทักษะที่จะถ่ายทอดมีการสร้างโครงสร้างหลักสูตรคร่าวๆ 
มาจากการค้นคว้าเรื่องพฤติกรรมการเงินบุคคล+ ทฤษฎีการเงินการลงทุน ส่วนบุคคล 
+ การปฎิบัติการณ์จริงในการขาดทุน กำไร ของการเงินบุคคล + ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาการเงินบคคุลในแต่ละกรณี กรณีไป

เป้าหมายของโครงการคือ
1. ให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการมีสมดลทางการเงินอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้
2. มีทักษะในการเงินการลงทุนบุคคล ที่รู้เท่าทัน การแข่งขัน และป้องกันการเอารัดเอาเปรียบในโลกทุนนิยม

3. สามารถแบ่งปันความรู้ และทรัพยากรที่ มีอยู่รอบๆตัวเพื่อสร้างสังคม สมดุลแห่งการเรียนรู้
และจัดโครงสร้างการถ่ายทอดสมดุลทางการเงินแก่คนรอบๆตัว เพื่อให้ชีวิตและสังคมรอบๆตัวมีความสุขได้ 

โดยเนื้อหาการเงินบุคคลที่จะมีการเรียนถ่ายทอดและปรับสมดุลทางการเงินบุคคลมีดังต่อไปนี้
1. ทัศนคติที่ถูกต้องในการเงินบุคคล  
2. ทักษะพื้นฐานในการแก้ไขสถานการณ์ วิกฤติด้านการเงินบุคคล
3. การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสร้างสภาวะสมดุลทางการเงินบุคคล
4. ทักษะการเปลียนผ่านเมื่อสร้างสมดุลทางการเงินได้แล้ว ไปสู่การสร้างความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

5. ความรู้ในมิติทางด้าน เศรษฐศาสตร์/ การเงิน /จิตวิทยา/กฎหมาย/ภาษี/หลักโครงสร้าง รัฐศาสตร์/ โครงสร้างการคำนวณ และทฤษฎีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เพื่อให้รู้เท่าทันและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เพื่อให้สามารถปรับตัว
เข้าสู่โลกทุนนิยมได้อบ่างเท่าทันและเท่าเทียมครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ของเนื้อหาความคิดที่ผมจะถ่ายทอดทั้งหมด
อื่นๆ เพิ่มเติมไว้พรุ่งนี้ผมจะเล่าพร้อมกับ Presentation ดีๆที่ทำให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆนะครับ

ขอบคุณมากครับ

ดูหนังดูละครแล้วสะท้อนการเงินบุคคล / Real steel ความรักของพ่อไม่เอาถ่าน ก้าวผ่านสู่คุณพ่อใจสู้ กับลูกผู้คิดเป็นด้านการเงิน

โดย panuwit sakulthanakul/ภาณุวิชญ์ สกุลธนกุล 
Financial lobbyist/Expert Trader

05/1/2553

ดูหนังดูละครแล้วสะท้อนการเงินบุคคล / Real steel

ความรักของพ่อไม่เอาถ่าน ก้าวผ่านสู่คุณพ่อใจสู้ กับลูกผู้คิดเป็นด้านการเงิน

ในรายละเอียดหนังไม่อยากจะเผยหรือที่เรียกว่าสปอยมากแต่เรื่องนี้ให้ข้อคิดด้านการเงินที่ดีมากหลายๆอย่าง

อยากจะเล่าให้ฟังดังนี้นะครับ

1. ไม่เกี่ยวกับอายุ เด็กหรือผู้ใหญ่ หากคุณใช้เงินไม่ระวังและทุ่มแบบสุดหน้าตักโดยไม่ได้ประเมินกำลังตัวเอง 

มันจะทำให้คุณลงเหวขึ้นเรือ่ยๆ และมันจะทำให้คุณวิ่งหนีมัน การเงินก็เช่นกัน หากคุณไม่ระวังและคิดแต่ได้ไม่มีเสีย มันจะทำให้คุณเป็นหนี้ และไม่มีสินทรัพย์ที่เพียงพอที่ชีวิตจะอยู่แบบมีความสุขได้

2. การเก็บเงินและการออมเป็นเรื่องจำเป็น เด็กก็สามารถคิดเรื่องเงินและทำสิ่งท่ยิ่งใหญ่ได้หากมีทุนทรัพย์เพียงพอ การออมเป็นเรื่องของทุกคน การใช้เงินให้เป็นก็เป็นเรื่องของทุกๆคนที่ต้องทำทุกๆวัน 

หุ่นเหล็กเป็นตัวแทนของการลงทุนในหนังที่ไม่ใช่ว่าจะมีเงินอย่างเดียว ต้องเรียนรู้ทักษะอื่นๆด้วย ถึงจะสู้ให้สำเร็จ

3. ความคิดดีๆมีไว้ขายได้ แต่ความมุ่งมั่นและศักดิ์ศรีของคนไม่ได้มีไว้ขาย มีไว้ให้พยายามจนถึงที่สุดแล้วจะประสบความสำเร็จทางการเงินเอง เช่น มีคนมาเสนอซื้อหุ่นอะตอมของหนูน้องราคาตั้ง แสนเหรียญแต่ไม่ขาย เพราะว่าเชื่อว่าชีวิตมาถูกทางและ สามารถทำสิ่งที่ยิง่ใหญ่มากกว่านั้นด้วยความถูกต้องได้

เราเองวันนนี้ก็เช่นกัน อย่าหมิ่นเงินน้อยอย่าคอยวาสนานะครับ 

4. ความมุ่งมั่นจะช่วยให้เราสร้างสิ่งที่ดีกว่าและอนาคตดีๆเกิดจากความพยายามๆและพยายาม 

การเงินก็เช่นกัน มันต้องมีอย่างนี้ถึงจะสำเร็จ พยายามและพยายาม

5. ความรักแบบมุ่งมั่นและใจที่บริสุทธิ์เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำได้จะช่วยให้โลกเราดีขึ้น การเงินก็เช่นกัน

อย่าหาเงินไปโดยไม่ได้สนใจคนรอบข้าง

เมื่อคืนผมทานอาหารกับพ่อแม่ เลี้ยงปีใหม่แบบบ้านๆ ริมสระน้ำในบุรีรมัย์มีความสุขมาก และมอบเงินสดใส่ซองให้แม้จะเล็กน้อยแต่แม่พ่อและน้องชายก็ มีความสุขผมรู้สึกได้

สิ่งเล็กๆที่ใช้เงินเป็นองค์ประกอบแต่ใช้ใจและความมุ่งมั่นดีๆเป็นหลักจะช่วยให้เรามั่งคั้งทั้งเงินทองและความสุขได้ครับ 

ขอให้มีความสุขนะครับเช้านี้

Flatservices/Money and daylight/เงินกับแสงสว่างในชีวิต

บทความโดย ภาณุวิชญ์ สกุลธนกุล 4/1/2012
Financial lobbyist/Expert Trader

————————————————

คือชีวิตมันก็เป็นธรรมดาแหละครับ มันไม่มีคำว่าง่ายหรือยาก มันมีแต่คำว่าเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ

การเงินก็เช่นกัน ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องการเงินส่วนบุคคล

วันนี้เป็นวันที่ 4 ผ่านปีใหม่มาแล้ว 96 ชั่วโมง

แต่หลายๆคนหลังจากผ่านการฉลองปีใหม่มาแล้วก็ มีอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง มีเงินสดเหลือใช้น้อยและ
เริ่มกล้มเริ่มหาทางออกไม่ได้

ผมจะบอกว่าการเงินบุคคล มันเป็นเรื่องที่คุณปฎิเสธไม่ได้ มันเหมือนกันคุณหายใจ

คุณไม่ต้องเรียนรู้การหายใจแต่คุณต้องหายใจ ถ้าคุณไม่หายใจคุณก็จะตาย

ถ้าอยากอยู่รอดในโลกทุนนิยม คุณต้องเข้าใจคุณค่าของการใช้เงิน

ถ้าคุณไม่อยากมีปัญหาการเงิน
1. คุณต้องเป็นคนที่เรื่อง่ส่วนตัวนิ่ง พยายามมีความขัดแย้งให้น้อย หรือ ไม่ขัดแย้งเลยจะดีมาก

เพราะว่าความไม่ขัดแย้งความสามัคคี และความรักที่ให้้้กำลังใจกัน ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ น้อง หรือคนรัก

มันจะช่วยให้ชีวิตคุณเข้าที่ และใช้เงินในทางที่ถูกต้องได้ครับ

2.  พยายามบริหารเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
และอย่ารอให้ความสมบูรณ์แบบมาถึงค่อยลงมือทำ เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะไม่มีวันได้ทำอะไรเลย
บางคนหรือหลายพันคนบนโลกเป็นคนเก่ง แต่ยังไม่ลงมือทำก็ไม่มีใครรู้ว่าความสามารถคุณมันยอดแค่ไหน

ง่ายๆคือลงมือทำ ทำในสิ่งที่ถูกต้องและไม่ผิดศีลธรรม คุณจะได้ไม่เสียใจย้อนหลังกับชีวิตที่เกิดขึ้น

3. พยายามออมให้เป็นนิสัย / ใช้จ่ายให้เป็นระบบ/ ลงบันทึกให้รัดกุม คุณต้องทำทั้งสามอย่างนี้ให้ได้
ถ้าทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง มันจะไม่มีความหมาย จะเหมือนการรดน้ำในทะเลทรายและคุณจะไม่สัมฤิทธิ์ผล

4. ต้่องพยายามพัฒนาทักษะในการหาเงิน ถ้าคุณอายุมากขึ้น คุณควรจะหาเงินได้เร็วขึ้น เช่นถามว่า เงิน 500 เงิน 1000 บ. คุณใช้เวลาหาได้นานแค่ไหน ถ้าอายุมากขึ้นมันควรจะเร็วขึ้น และต้องใช้จ่ายให้ช้าลง

ถ้าเป็นแบบนี้ได้อนาคตทางการเงินคุณจะสดใส แต่ถ้าคุณหาเงินได้ช้าและใช้เงินได้เร็ว คุณต้อง
ฝึกตัวเอง ต้องหาโค้ชการเงินเก่งๆช่วย อ่านสิ่งที่ควรอ่านมันจะช่วยคุณได้มากๆครับ

5. อย่าพยายามอยู่กับเพื่อนหรือคนรอบๆตัวที่มีความคิดเป็นพิษหรือความคิดขยะ เช่น พวกวันๆไล่จับผู้ชาย หรือหึงหวงเหมือนในละครไทย ไล้จับผิดคนอื่นโดยไม่เคยดูตัวเอง คุณต้องรีบไปจากชีวิตเขาอย่างสุภาพ และไปให้ไกลเลยครับ

ผมยังยืนยันเสมอว่าการมีเพื่อนดีๆและคู่คิดดีๆ คนรักดีๆ พ่อแม่ดีๆ มันคือรางวัลชีวิต

เอาละครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขและประสบความสำเร็จทางการเงินที่ตั้งใจไว้
เรื่องการเงินบุคคล ไม่มีใครสอบผ่านหรือไม่มีใครสอบตก มีแค่การแก้ข้อสอบในชีวิตจริงๆทุกๆวัน

มันก็เท่านั้น เงินคือเกมระหว่างคนครับ 

Ein Hund Hamens MONEY (หมาน้อยสอนรวย) โดย BoDo Schafer

  Ein Hund Hamens MONEY (หมาน้อยสอนรวย)

โดย BoDo Schafer

 

คำขวัญของ BoDo Schafer

•      หนึ่ง ต้องเก็บออม

•      สอง ต้องกำหนดงบประมาณ

•      สาม ต้องลงทุน

 

บทที่ 1 เมื่อฉันพบเจ้าลาบราดอร์สีขาว

“จงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ตอนที่มันยังเล็กอยู่ เพราะทุกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ย่อมเริ่มจากเล็กเสมอ”

- คิร่าอายุ 12 ปี ต้องการเลี้ยงสุนัขได้เจอเจ้าลาบราดอร์สีขาวที่ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลเลือดออก ได้ทำการรักษาแล้วตั้งชื่อว่า มันนี และมันนีได้มีความสามารถพูดผ่านทางความคิดโดยตรงทางสมองกับคิร่าโดยจะสอนเรื่องเกี่ยวกับเงินเท่านั้น แล้วให้คิร่า เขียนเหตุผลที่อยากจะรวยออกมา

 

บทที่ 2 กระปุกความฝันกับอัลบั้มความปรารถนา

“มนุษย์ทุกคนที่บรรลุอะไรสักอย่างในชีวิต ต้องฝันก่อนทั้งนั้นแหละเธอจ๋า พวกเขาต้องจินตนาการซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามันจะเป็นยังไงน้า ถ้าไปถึงเป้าหมาย แน่นอนเราจะไม่หยุดอยู่แค่นั่งฝัน”

- มันนีแนะนำให้คิร่าหาอัลบั้มรูปเปล่ามาเล่มหนึ่งและทำให้เป็นอัมบั้มความปรารถนาของเธอ ให้ไปหาภาพที่สื่อถึงสิ่งที่เธอปรารถนามาติด เราต้องคิดเป็นภาพ ไม่ให้คิดเป็นตัวหนังสือ

- ไม่มีคำว่า “ลอง”, มีแต่คำว่า “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” เท่านั้น

•      สิ่งแรก ให้ทำอัลบั้มความปรารถนา

•      สิ่งที่สอง จงดูรูปภาพพวกนั้นทุกวัน

•      สิ่งที่สาม ทำกระปุกความฝัน

 

บทที่ 3 ดาริล เจ้าหนูมหาเศรษฐี

“เธอจะหาเงินได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เธอจะมีไอเดียดี ๆ หรือเปล่าก็ไม่เป็นไร เธอจะเก่งหรือไม่เก่งก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรแต่สิ่งสำคัญคือ เธอต้องเชื่อมั่นในตัวเอง”

- เจ้าหนูดาริล อายุ 8 ขวบต้องการรวย ได้คิดวิธีการต่างๆในการหาเงินโดยเริ่มมองจากสิ่งที่ที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเค้าแล้วสามารถทำเงินได้ ตอนอายุ12 ได้เขียนหนังสือวิธีหาเงิน 250 วิธีที่เด็กๆทำได้ จนได้ออกทีวี แล้วได้มาเป็นเจ้าของรายการทีวี ตอนอายุ 17 ปีมีเงิน 1,000,000 เหรียญ

- ถ้าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันก็ไม่มีทางสำเร็จ

- มันนี ให้คิร่า เขียนบันทึกความสำเร็จ ให้เขียนทุกวัน ตอนแรกเธอจะไม่แน่ใจว่าควรจะเขียนอะไรแต่ถึงจะสงสัยก็จงเขียนไปเถอะ

- คำแนะนำให้แก่คิร่า

1. จงพยายามหาทางแก้ปัญหาให้คนอื่น

2. จงค้นหาและตั้งใจทำสิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราทำได้และสิ่งที่เรามี

 

บทที่ 4 หาเงินง่าย ๆ สไตล์มาร์เชลญาติจอมกวน

“เธอต้องคิดถึงสิ่งที่เธอทำไม่ได้ให้น้อยลง เธอต้องมองหาสิ่งที่ทำได้”

- เธอควรจะหาให้ว่าเธอชอบทำอะไร แล้วก็เอามาคิดดูว่า จะหาเงินจากตรงนั้นได้ไหม

- เมื่อหางานที่ทำเงินได้แล้ว

•      อย่างแรก  จงอย่าฝากชีวิตไว้กับงานงานเดียวมันอาจจะจบลงเร็วกว่าที่คิดก็ได้ เพราะฉะนั้น เธอต้องมองหางานเพิ่มทันที

•      อย่างที่สอง  มันจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน แล้วมันจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเราจริง ๆ

 

บทที่ 5 นายเก่าของเจ้ามันนี

“เป็นกฎง่าย ๆที่ว่าหากเธอตั้งใจจะทำอะไร เธอจะต้องทำภายใน 72 ชม.ไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะไม่ได้ทำเลย”

-คิร่ากับมันนีได้ไปพบกับคุณโกลด์ชแตร์น ซึ่งเป็นเจ้าของมันนีหลังจากแยกจากกันเนื่องจากอุบัติทางรถยนต์เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน มาพบคุณโกลด์ชแตร์นโดยป้าของคิร่าพามา

 

บทที่ 6 หนี้สิน…ความผิดพลาดพลาดของพ่อกับแม่

“จงออมเงินไว้ 50%ของเงินที่มี ส่วนอีก 50%นำไปจ่ายหนี้อุปโภคบริโภค แต่ไม่ควรก่อนหนี้อุปโภคบริโภคเลยเป็นการดีที่สุด”

- คนส่วนใหญ่คิดว่างานต้องเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนุกแต่ต้องหนัก แต่จริง ๆ เราจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อได้ทำสิ่งที่ชอบ

 

 

- คนเป็นหนี้ต้องทำ 4 ข้อนี้

1.     ใครก็ตามที่มีหนี้สินต้องโยน เครดิตการ์ดทิ้งไปให้หมด

2.     จ่ายหนี้คืนให้น้อยที่สุด

3.     จงออมเงินไว้ 50% ของเงินที่มี ส่วนอีก 50%นำไปจ่ายหนี้อุปโภคบริโภค แต่ไม่ควรก่อนหนี้อุปโภคบริโภคเลยจะดีที่สุด

4.     มันจำเป็นแน่หรือไม่ ที่จะจ่ายเงินออกไป คิดให้ดีก่อนจ่ายเงินออกไปเสมอ

บทที่ 7 พบคุณโกลด์ชแตร์น

“เจ้าห่านตัวนี้ก็เปรียบเหมือนเงินของหนู ถ้าหากหนูเอาเงินไปลงทุน หนูก็จะได้ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่ออกมาก็คือ ไข่ทองคำ”

- จงออมเงินไว้ 10% เป็นห่านของหนูไว้เสมอ หนูก็จะเป็นคนรวยแน่นอน แต่ถ้าหนูอยากมีเงินมากจริง ๆ อาจจะเก็บเงินมากกว่านั้นก็ได้

 

บทที่8 พบคุณนายทรัมพ์

“ถ้าเป็นหนู หนูจะเอาเงินไปจ่ายหนี้แค่ 1,000 เหรียญ ที่เหลืออีก1,000 เหรียญ หนูจะเก็บไว้ (ได้รับเงินมา2,000 เหรียญ)”

 

บทที่ 9 การผจญภัย

“แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าฉันใช้จ่ายทั้งหมด ฉันก็ไม่มีห่านขุมทรัพย์และเมื่อฉันไม่มีห่าน ฉันก็ต้องทำงานเพื่อเงิน แต่ถ้าฉันมีห่านละก็เงินก็จะทำงานให้ฉัน”

 

บทที่ 10 ขุมทรัพย์ในห้องใต้ดิน

- คุณนายทรัมพ์ไปเที่ยวพักผ่อน 2 สัปดาห์แล้วได้จ้างให้คิร่าให้ดูสุนัขให้

- เด็ก ๆ ไปบ้านคุณนายทรัมพ์เพื่อไปเอาอาหารสุนัขแล้วได้พบว่าบ้านได้ถูกขโมยเข้าบ้าน เลยได้เกิดผจญภัยที่บ้านคุณนายจนได้ไปเจอทรัพย์สินงินทองของคุณนายทรัมพ์ที่ห้องใต้ดินจำนวนมาก

-ฉันพนันได้เลยว่าคุณนายทรัมพ์มีเงินมากกว่าที่พบเสียอีก แล้วแกก็คงเอาไปลงทุนเก็บที่ไหนสักแห่งที่อยู่นี่นะเป็นคงเงินฉุกเฉินของแกเท่านั้นหรอก

 

บทที่11 พ่อแม่รังแกฉัน

-หากจะพิจารณาให้ดีแล้วความโชคดีก็คือ ผลของการเตรียมตัวอย่างดี และการทำงานหนักนั้นเอง

-คนกล้าหาญไม่ใช่คนที่ไม่มีความกลัวเลย คนเรากล้าหาญได้ก็ต่อเมื่อเรากลัว และก้าวต่อไปถึงแม้ว่าเราจะกลัวก็ตาม

-ฉันจะรู้ว่าฉันทำได้ ก็ต่อเมื่อฉันเริ่มทำมันจริง ๆ

-คนโง่มักมีโชคแค่หนเดียว แต่คนฉลาดจะมีโชค อยู่บ่อย ๆ

บทที่12 คุณนายทรัมพ์กลับมาแล้ว

”เงินจะอยู่แต่กับคนที่พร้อมเท่านั้น คนที่หาเงินมาได้อย่างไม่ถูกต้องถึงมีเงินไปก็มีความทุกข์เสียยิ่งกว่าตอนที่ไม่มีเงินเสียอีก”

-คนที่มีความสุขมีเงินก็จะยิ่งมีความสุขแต่คนที่มองโลกในแง่ร้าย มีเงินไปก็รังแต่จะมีความทุกข์ยิ่งกว่าเดิม

-สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตฉัน เป็นผลมาจากการที่ฉันทำในสิ่งที่ฉันกลัวนี่แหละ

-ของขวัญที่มีค่าที่สุดเกิดจากฝีมือของเราเอง ใครที่เอาชนะความกลัวที่จะทำให้ขายหน้าได้ละก็ โลกก็เปิดทางให้คนคนนั้นแล้ว

 

บทที่ 13 วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่

-เธอต้องไม่หนีปัญหาความกลัวปัญหา กลัวความผิดพลาด กลัวความอับอาย ทำลายชีวิตคนมามากแล้วนับไม่ถ้วน

-เธอจงอย่าหยุดเขียนบันทึกความสำเร็จแม้ว่าเธอจะได้รับความสำเร็จแล้วก็ตาม

-เพราะความสำเร็จทำให้เราลืมตัว และหากเธอลืมตัวหรือหลงตัวเองเมื่อไหร่ เธอก็จะหยุดที่จะเรียนรู้และการหยุดเรียนรู้ก็คือการหยุดพัฒนาตัวเอง

 

บทที่14 ชมรมนักลงทุน

“เพราะหากเราตั้งใจจะทำอะไรแล้ว สิ่งนั้นก็จะเติบโตในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อย ๆ”

-เด็ก ๆ กับคุณนายทรัมพ์ ตั้งชมรมนักลงทุน ชื่อ พ่อมดการเงิน แล้วจะลงทุนในหุ้นผ่านกองทุน

-ตัดสินใจให้แน่วแน่ ว่าตัวเราชอบเงินและต้องการมันจริง ๆ

-มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดและทำในสิ่งที่ชอบ

-จัดสรรเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน ความฝัน และเงินสำหรับห่านขุมทรัพย์

-แล้วนำมาลงทุนอย่างฉลาด สุดท้ายก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

การลงทุน

1.     ควรจะลงทุนเงินอย่างปลอดภัย

2.     เงินที่ลงทุนควรออกไข่ทองคำให้ได้มาก ๆ

3.     การลงทุนควรจะเข้าใจง่าย

 

บทที่15 การปราศรัย

“หนูจะไม่มีวันรู้เลยว่าหนูสามารถทำอะไรได้บ้าง หากหนูมัวแต่กดตัวเองเอาไว้ สิ่งที่พวกเราภาคภูมิใจที่สุดก็คือ การทำสิ่งที่ยากที่สุดนั่นเอง”

-คิร่าได้เล่านิทานเรื่องดาริล เจ้าหนูมหาเศรษฐี และห่านทองคำ วิธีหาเงินให้กับเด็ก ๆ ที่ห้องประชุมโรงเรียนเพื่อสอนเด็กคนอื่นๆ รู้จักเก็บออม ตั้งงบประมาณ และลงทุนในห่านทองคำ

 

บทที่16 ชมรมเริ่มลงทุน

- สิ่งที่พวกเราควรเอาใจใส่การเลือกกองทุน

1.     กองทุนควรมีอายุอย่างน้อย 10 ปี หากมันสามารถกำไรได้ดีมาเป็นเวลานานเราก็สามารถเชื่อได้ว่ามันจะทำกำไรต่อไปในอนาคตด้วย

2.     กองทุนควรจะเป็นกองทุนระหว่างประเทศเพราะกองทุนแบบนี้จะช่วยซื้อหุ้นทั่วโลกให้เราเป็นการกระจายความเสี่ยงทางหนึ่งและปลอดภัยมั่งคงกว่า

3.     ต้องมีการเปรียบเทียบกองทุนหลายกองทุน ควรเลือกกองทุนที่ทำกำไรได้ดีที่สุดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

- พวกเธอเอา 72 ตั้งหารด้วยจำนวนเปอร์เซ็นที่พวกเธอจะได้กำไรแต่ละปี ผลลัพธ์คือ จำนวนปีที่เงินพวกเธอจะเพิ่มเป็น 2 เท่า

 

บทที่17 ปู่กับย่าลดความเสี่ยง

“คนเราต้องอย่าลืมตัว มีนกกระจอกในมือยังดีกว่าเห็นนกพิราบบนหลังคา”

-อัตราเงินเฟ้อทำให้เงินลดค่าครึ่งหนึ่งเมื่อเอา 72 ตั้งหารด้วยเปอร์เซ็นเงินเฟ้อ แล้วจะได้จำนวนปีที่ทำให้เงินลดลงครึ่งหนึ่ง

 

บทที่18 และแล้วการผจญภัยก็สิ้นสุดลง

-ฉันได้เรียนรู้ว่าการมีปัญหานั้นเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันจะทำให้ฉันมองหาโอกาสใหม่ ๆ และสามารถเรียนรู้ได้มากมาย

-ครั้งนี้เป็นการคุยของคิร่ากับมันนี เป็นครั้งสุดท้ายที่มันนี จะคุยด้วย อย่าเสียใจกับสิ่งที่เราสูญเสียไปแล้วแต่จงขอบคุณเวลาดีๆที่เราเคยมี

-ฉันอยากให้เด็กหลาย ๆ คนได้ยินเสียงหนังสือเล่มนี้พูดกับตัวของเธอเองนะ

หมาน้อยตัวหนึ่งที่ชื่อมันนีและฉันคิร่าคงจะดีใจมากที่เดียว

ภาวะ_ลูกตุ้มนาฬิกา พื้นฐานทางเศรษฐกิจ Post_Today  : เปลวสีเงิน

Post_Today    :    เปลวสีเงิน
          มองๆ ดูแต่ละวัน เห็นทอง_แกว่งขึ้น ทุกวัน  ส่วนหุ้นก็เป็น_ลูกตุ้มนาฬิกา  สาเหตุในทัศนะคือ  ภาวะ_ขาดสมดุล  ในสังคมสหรัฐ & ยุโรป ส่งผลแล้ว!

อะไรคือสมดุล อัตราฅนเกิด - วัยเด็ก , ฅนหนุ่มสาว-วัยทำงาน & ฅนแก่-วัยชรา นั่นแหล๊ะที่… ขาดสมดุล  ทุกวันนี้    ฅนแก่ในสหรัฐ & ยุโรป …
          นอนกินสวัสดิการ มากกว่า ฅนวัยทำงาน ที่หาเงินเลี้ยงระบบประเทศ & นับวันคนหนุ่ม-คนสาว จะเขยิบฐานะสู่วัยชรา ไม่ต้องทำงาน แต่ให้รัฐเลี้ยงมากขึ้นๆ
          วัยเกิด เรียกว่า หน่อพันธุ์ของชาติ แทงหน่อกันน้อยลงๆ แถมที่เกิดแล้วถูกปัจจัยสังคมปัจจุบันทำลายคุณภาพพันธุ์บ้าง , กลายพันธุ์บ้าง…
          การหมุนเวียนทางทรัพยากรมนุษย์ในทางชดเชยกัน&กัน ขาดการต่อเนื่อง มนุษยชาตินั่นแหล๊ะ_ขาดสมดุล ปัญหาแก้ได้… แต่ต้องใช้เวลาอีกนาน!
          ทางที่ดีกับปัญหาเฉพาะหน้า ต้องแก้ที่ตัวผู้บริโภคระบบ คือแก้พฤติกรรมมนุษย์ แล้วทั้งธรรมชาติ-ทั้งมนุษย์-ทั้งระบบ จะมาบรรจบ_เกื้อกูลกันได้เอง

ณ วินาทีนี้ สหรัฐ_กำลังทำอะไร?   »>   กำลังก้มหน้า-ก้มตา  พิมพ์_ดอลลาร์ กันทั้งวัน-ทั้งคืน
          ขนาดพิมพ์Bank ได้เองตามใจอยากแล้ว ปัญหาในสหรัฐก็ยังแก้ไม่ได้ เพราะเน้น แก้จากระบบ_ไปหาตัวฅน     แทนที่จะ แก้จากตัวฅน_ไปหาระบบ

คุณวรวรรณ  ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน CEO บลจ.บัวหลวง จำกัด ท่านว่าไว้ในเรื่อง  ทำไม… QE จึงไม่ได้ผล?
          สหรัฐ จะกู้วิกฤติหนี้สินคือ ทำทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทำไปแล้ว การพิมพ์Bank_$ โดยไม่มีอะไรมารองรับ นอกจากความเชื่อมั่นในรัฐบาลสหรัฐ แล้ว…
          อัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเรียกเป็น QE1, QE2 หรือชื่ออะไร  ต่างไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโตยั่งยืน ตามทฤษฎีของKeynessians ได้เลย
          เพราะมันกลายไปเป็น Cash นอนนิ่งในภาคธุรกิจซึ่งไม่ขยาย-ไม่กู้ คนที่ยังพอมีเงินก็ออมเงินเพิ่มมากขึ้น ไม่ยอมใช้จ่ายเพราะกลัวอนาคต…
          เงินจึงไปนอนนิ่งในธนาคารทั้งในประเทศ & ต่างประเทศ หรืออยู่ในรูปการลงทุนทางการเงินอื่นๆ ไม่ได้นำไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง
       * เมื่อเป็นอย่างนี้ การขยายตัวหลายเท่าของเม็ดเงินที่อัดฉีดตามหลักคิดของKeynessiansจึงไม่เกิด การอัดฉีดเงิน_เป็นหมัน ผลักดันเศรษฐกิจไม่สำเร็จ
          ฅนไข้คนนี้อาการหนักมาก ไข้สูงเกิน 100F แล้ว ยาQE1+QE2 ที่ฉีดให้ก็เพียงช่วยชะลออาการชั่วคราวเท่านั้น หากจะฉีดยาQE3 เข้าไป ก็น่าจะดื้อยาแล้ว

ภาวะเศรษฐกิจเติบโต & แข็งแรง ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่กำไรของธุรกิจมักจะลดลง เพราะอะไร?
          ก็เพราะต้นทุนมันจะพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ เนื่องจากค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ & ค่าใช้จ่ายในการแข่งขันที่ดุเดือด มันจะทำให้กำไรลดลง

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มปรับฐานลง ยอดขายจะลดลง แต่กำไรจะเพิ่มขึ้น!
          เพราะภาคธุรกิจเมื่อยอดขายลด ก็จำเป็นต้องลดต้นทุนให้อยู่รอด & ที่เขาทำได้อย่างแรกเลยก็คือลดการจ้างงาน ทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น…
          จึงมีกำไรมากขึ้น ธุรกิจจะไม่ทำการขยายการผลิต เพราะมองว่าอนาคตไม่ดี เมื่อมีเงินสดก็เก็บไว้ก่อน

เมื่อธุรกิจกำไรมากขึ้นแบบนี้ แปลว่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นใช่ไหม?
           ไม่ใช่แน่นอน เพราะธุรกิจจะมีมูลค่าลดลง เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจปรับฐานลงไปต่อเนื่อง
           แม้จะมีกำไรเพราะลดต้นทุนได้ แต่ยอดขายกลับไม่ปกติ มันจะหดไปเรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบกำไรในอนาคต
        * มูลค่าหุ้นของธุรกิจต่างๆ มักจะถูกวิเคราะห์ด้วยผลกำไรตามที่รายงานในงบการเงิน ผู้ลงทุนจึงยังหลงเชื่อว่ามันยังดีอยู่ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันไม่ใช่…
           เพราะในช่วงเศรษฐกิจปรับฐานไปสู่_ความจริงตามที่ควรจะเป็น สินทรัพย์ต่างๆ จะมีมูลค่าที่ลดลง  ลดลง  &  ลด… โลง

ในภาวะที่เศรษฐกิจแข็งแรง อัตราดอกเบี้ยต่ำๆ & การกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล จะผลักดันให้เกิดอัตราเร่งให้เศรษฐกิจเติบโตได้รวดเร็ว
           ที่เรียกว่าใช้ทั้งนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย & ใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ  เพราะภาคธุรกิจที่เห็นว่าเศรษฐกิจ - กำลังซื้อจะดูดี…
           ก็จะกู้มาขยายการผลิต  เกิดการจ้างงาน เกิดการบริโภค ประชาชนหรือผู้บริโภคก็จะกู้เงินไปจับจ่ายใช้สอย

ในช่วงที่เศรษฐกิจปรับฐานลง การกระตุ้นจะไม่ได้ผล หรือซ้ำร้ายก็คือให้ผลตรงกันข้ามกับที่คาดหวัง
           เพราะภาคธุรกิจจะกู้เงินที่คิดดอกเบี้ยต่ำติดดิน แล้วเอาไปฝากกับธนาคาร เอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ในประเทศหรือต่างประเทศก็แล้วแต่
        * คือเอาไปลงทุนทางการเงิน ไม่ใช่ลงทุนในการขยายธุรกิจ = สะสมCash ไม่ยอมเอาไปขยายการผลิต ผู้บริโภคหากยังกู้ได้ ก็จะกู้หนี้ใหม่เพื่อไปจ่ายหนี้เก่า
           ซึ่งปัญหาในช่วงเศรษฐกิจปรับฐานลงที่จริงแล้วก็คือหนี้ หนี้ & หนี้  ดังนั้น การอัดฉีดเงินในสภาพแบบนี้ จึงเป็นการทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง ไม่ใช่ดีขึ้น

เมื่อศรษฐกิจเติบโตแข็งแรง รัฐบาลจะเก็บภาษีได้มากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสวัสดิการสังคมจะลดลง
           เพราะว่ามีฅนว่างงานน้อยลง เลยไม่ได้ไปขอรับเงินสวัสดิการว่างงาน & อาจไปหาหมอเอง โดยไม่ได้ใช้สิทธิ์ตามประกันสังคม ฯลฯ

ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจปรับฐานลง รายได้รัฐบาลจากภาษีก็ลดลงไปด้วย ในขณะที่มีคนขอรับสวัสดิการเพิ่มมากขึ้นๆ ทำให้รายจ่ายของรัฐสูงขึ้น
           เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ จากรัฐบาลไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการยอมขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก หวังว่าจะช่วยห้ทุกอย่างดีขึ้น ผลที่ได้ก็จะยิ่งแย่ลงไป
           เพราะรัฐบาลต้องกู้มากขึ้นให้ครอบคลุมภาระที่เพิ่มขึ้น ยอดหนี้ของภาครัฐจึงสูงขึ้น ทำให้เจ้าหนี้ไม่อยากปล่อยกู้ให้รัฐบาลในอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ แบบเดิมอีก
           เพราะเขาเห็นความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนเพิ่มมากขึ้น หากเขาจะให้รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็ต้องให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าเดิมด้วย
        * นอกจากนี้ เมื่อยอดหนี้ภาครัฐโดยรวมสูงขึ้น จำนวนหนี้ก็จะกดดันเศรษฐกิจจนทำให้ขยายไม่ไหว หรือ ขยายได้ช้า
           เนื่องจาก เมื่อยอดหนี้สูงขึ้น  ดอกเบี้ยจ่ายคิดเป็นสัดส่วนของรายได้รัฐ (ภาษีที่รัฐบาลเก็บได้) ก็จะมากขึ้นไปด้วย
           ทำให้รัฐบาลเหลือเงินหลังจ่ายดอกเบี้ยแล้วน้อยลง ค่าใช้จ่ายประจำอาจจะยังไม่พอ ไม่ต้องไปพูดเรื่องเอาเงินที่เหลือไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 

ทำเนียบขาว บอกว่า หลังกระตุ้นเศรษฐกิจ QE1,QE2 อัตราการว่างงานจะไม่มีวันขึ้นถึง8%  สิ่งที่เกิดขึ้นจริง_ไม่เคยเห็นอัตราการว่างงานต่ำกว่า8% มา2ปีแหล่ว
           หากเรายังจำได้ เมื่อปี,2ปีก่อน มีการพูดกันกว้างขวางถึงการฟื้นตัวแบบรูปตัว V บ้าง รูปตัว U บ้าง บ้างก็ว่าเป็นตัว W แต่มีบางคนที่ว่าเป็นตัว L
           ซึ่งตัว L น่าจะใกล้เคียงที่สุด นั่นก็คือ มันจะใช้เวลายาวนานเป็นทศวรรษแบบที่เกิดกับญี่ปุ่น  ซึ่งจนป่านนี้ยังไม่ฟื้น

==>    สิ่งที่ควรทำคือต้องปล่อยให้เศรษฐกิจปรับฐานลงไปสู่ที่มันควรจะเป็น อย่าไปฝืน เพราะฝืนไม่ไหว 

อลัน กรีนสแปน พูดเรื่องการเงินของสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554 นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวในสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีซี ว่า ดัชนีหุ้นจะยังร่วงอย่างต่อเนื่อง หลังจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แสตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินในระยะยาวของสหรัฐอเมริกาจากระดับ AAA มาอยู่ที่ AA+ ว่า ยังมองไม่เห็นความเสี่ยงสำหรับการลงทุนในสหรัฐฯ และการลดอันดับความน่าเชื่อถือของเอสแอนด์พี ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ส่วนเรื่องที่สหรัฐอเมริกามีโอกาสผิดนัดชำระหนี้หรือไม่นั้น นายอลัน กรีนสแปน ตอบกลับว่า
     
     “สหรัฐฯ มีขีดความสามารถในการชำระหนี้ เพราะสามารถพิมพ์ธนบัตรเองได้”
     
     สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการบริโภคด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศมากที่สุดในโลก โดยปีที่แล้ว 2553 มีการนำเข้าถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (สินค้าและบริการนำเข้ามากกว่าส่งออก) ถึง 561,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
     
     ด้วยความที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เงินสกุลของตัวเองไม่ได้ใช้ในประเทศเท่านั้น แต่ความที่ถือว่าตัวเองเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นเงินสกุลหลักที่สำคัญในโลกที่เป็นสื่อกลางในการค้าขายในโลกด้วย
     
     การใช้เงินดอลลาร์เป็นสื่อกลางในโลก สหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศเดียวในโลกจึงไม่ยึดเอาทุนสำรองระหว่างประเทศหรือทองคำมาหนุนหลังอีกต่อไป แต่ปล่อยให้เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็น “กระดาษ” ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการค้าขายโดยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ขึ้นลงตามกลไกอุปสงค์และอุปทานตลาดโลก
     
     สหรัฐอเมริกาได้นำความได้เปรียบในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาพิมพ์ธนบัตรได้อย่างไม่จำกัดจำนวน เมื่อพิมพ์ได้ไม่จำกัดจำนวนจึงย่ามใจก่อหนี้สร้างสวัสดิการให้กับคนในประเทศและใช้งบประมาณมหาศาลอย่างไม่จำกัดจำนวน แล้วยังขาดดุลการค้าระหว่างประเทศและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้อย่างไร้ขีดจำกัด
     
     ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะ (ภาครัฐ) สูงที่สุดในโลกคือ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 95 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ซึ่งถือว่าเมื่อเทียบสัดส่วนแล้วยังน้อยกว่าอีกหลายประเทศ ญี่ปุ่น กรีซ อิตาลี สิงคโปร์ ฯลฯ แต่ก็ถือว่าเป็นภาระที่หนักของสหรัฐอเมริกาอยู่ไม่น้อยเพราะเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียวที่สหรัฐอเมริกาต้องจ่ายต่อปีนั้นมีสูงถึงประมาณ 412,517 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่นับภาระผูกพันกองทุนสวัสดิการสังคมและประกันสุขภาพอีกจำนวนมหาศาลที่กำลังจะกลายเป็นระเบิดทางเศรษฐกิจในอนาคตแน่นอน
     
     แต่การที่สหรัฐอเมริกาได้เพิ่มเพดานหนี้ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นั้นทำให้ประเทศทั่วโลกต้องตื่นตระหนกกันอีกครั้ง เพราะเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้รู้ว่าสหรัฐอเมริกากำลังยืดหนี้ของตัวเองด้วยการสร้างหนี้ใหม่มาคืนหนี้เก่า เพราะไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ด้วยตัวเอง นอกจากการกู้เพิ่มขึ้นมาอีก โดยถ้าไม่กู้ต่างประเทศก็คงต้องกู้ธนาคารกลางเพื่อให้พิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มอีก
     
     และการส่งสัญญาณเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์ไม่หยุดนั้น ย่อมเท่ากับว่าเงินดอลลาร์จะมีเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าไปในระบบ ก็ยิ่งทำให้ดอลลาร์ด้อยค่าลงอย่างแน่นอน ยิ่งคนทั้งโลกต่างกลัวการถือครองทรัพย์สินในเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ก็ยิ่งทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าร่วงหนักลงไปอีก
     
     และการที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น ก็ย่อมทำให้ “เจ้าหนี้” ของสหรัฐอเมริกาจะต้องได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะทรัพย์สินที่แต่ละเจ้าหนี้ของสหรัฐอเมริกาในแต่ละประเทศนั้นต่างถือครองทรัพย์สินเป็นพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอยู่ในทุนสำรองจำนวนมาก โดยปัจจุบันรัฐบาลอเมริกาได้ติดหนี้ต่างประเทศมูลค่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 
     
     จีนเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศในพันธบัตรสหรัฐอเมริการายใหญ่ที่สุด ถือพันธบัตรสหรัฐอเมริกาสูงถึง 1.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่นถือพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นอันดับ 2 สูงถึง 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สหราชอาณาจักรถือพันธบัตรอเมริกาเป็นอันดับ 3 ประมาณ 242,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรวมกันเป็นอันดับ 4 ประมาณ 204.3000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาที่ถือระหว่าง 1-2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ ไต้หวัน, บราซิล, กลุ่มศูนย์กลางธนาคารแคริเบียน, ฮ่องกง, รัสเซีย, สวิตเซอร์แลนด์ ตามลำดับ ส่วนประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 52,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
     
     แต่สหรัฐอเมริกาไม่ได้มีเฉพาะหนี้สาธารณะ (ของรัฐ) ที่เป็นหนี้ต่างประเทศสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ยังมีหนี้เอกชนในสหรัฐอเมริกาที่เป็นหนี้ต่างประเทศอีก 9.8 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมมีหนี้กับต่างประเทศทั้งรัฐและเอกชนสูงถึง 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
     
     ปัญหาหนี้เอกชนที่สูงมากนั้น หากคนทั่วโลกต่างเห็นว่าหนี้ที่ปล่อยกู้ไปนั้นด้อยค่าลง (เพราะเงินดอลลาร์อ่อนค่า) ก็ต้องเร่งเรียกหนี้คืนกลับเร็วมากขึ้น หากมีหนี้ระยะสั้นมากก็จะทำให้เกิดเหตุการณ์เหมือนประเทศไทยในปี 2540 คือเจ้าหนี้เรียกหนี้พร้อมๆ กันจนสถาบันการเงินและลูกหนี้ในประเทศต้องล้มละลายไปเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ว่าสหรัฐอเมริกามีเครื่องมืออันมหัศจรรย์ที่สุดในโลกคือให้ธนาคารกลางพิมพ์แบงก์เองออกมาได้อย่างไม่มีจำกัด
     
     และนั่นหมายความว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอีก ทั้งจากปริมาณเงินดอลลาร์ที่เข้าไปในระบบ และจากการเก็งกำไรและการคาดการณ์ในความเสื่อมถอยของเงินดอลลาร์ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐร่วงเร็วขึ้นต่อไปอีก
     
     ใครจะไปยอมให้สหรัฐอเมริกา “ชักดาบ” ไม่ชำระหนี้เอาได้ง่ายๆ คนทั่วโลกจึงต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยอมให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาพิมพ์แบงก์ออกมาชำระหนี้ดีกว่าไม่ได้คืนอะไร แต่ทุกประเทศทั่วโลกก็คงหาทางผ่องถ่ายทรัพย์สินดอลลาร์ของตัวเองไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ประเทศที่ฉลาดกว่าก็จะพยายามแปลงเป็นทรัพย์สินในประเทศต่างๆ เปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งผ่านตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดตราสารหนี้ ตลาดทองคำ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
     
     แม้ธนาคารกลางทุกประเทศทั่วโลกพยายามเปลี่ยนสัดส่วนการถือครองทรัพย์สินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาจากร้อยละ 70.7 และถือครองสกุลยูโรร้อยละ 19.8 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มาถือดอลลาร์สหรัฐลดลงเหลือร้อยละ 60.7 และถือยูโรร้อยละ 26.6 แต่ก็กลับกลายมาเป็นว่าเงินยูโรกำลังจะมีปัญหาการอ่อนค่าลงอีก เมื่อพบว่า ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปกำลังมีปัญหาอย่างหนัก กรีซ ซึ่งมีสูงถึงร้อยละ 130 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ได้บานปลายไปถึงอิตาลีซึ่งมีหนี้สาธารณะคิดเป็นร้อยละ 118 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม
     
     ปัจจุบันสหภาพยุโรปมีหนี้ต่างประเทศรวมกันก็สูงมากถึง 13.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม แต่ก็ยังดีกว่าสหรัฐอเมริกาตรงที่สหภาพยุโรปยังมีทุนสำรองหนุนหลังสูงถึง 852,622 ล้านเหรียญสหรัฐ เพียงแต่เสียเปรียบสหรัฐอเมริกาตรงที่ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกายังคงเป็นสกุลเงินหลักที่พิมพ์ออกใช้ทั่วโลกอย่างไม่มีขีดจำกัดจำนวน และสหภาพยุโรปต้องใช้หลายประเทศให้ความเห็นชอบในมาตรการทางการเงิน
     
     ซึ่งแม้ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสหภาพยุโรป จะอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยกรีซ แต่ก็เป็นเพียงการประคองสถานการณ์เท่านั้น เพราะโดยเนื้อแท้แล้ววิกฤตหนี้ในยุโรปได้เกินกำลังที่สหภาพยุโรปจะเอาเงินของตัวเองไปอุ้มอีกหลายประเทศที่กำลังมีปัญหาที่บานปลายอย่างไร้ขีดจำกัด แนวโน้มเช่นนี้จึงมีโอกาสชักดาบ ตัดลดหนี้สูง 
     
     ในขณะที่กลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาต่างก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี เพราะแท้ที่จริงแล้วความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตได้ย้ายไปอยู่ภูมิภาคเอเชียเป็นส่วนใหญ่แล้ว สืบเนื่องมาจากสิทธิแรงงานและรัฐสวัสดิการในยุโรปอยู่ในระดับสูงจึงไม่สามารถที่จะแข่งขันด้านการผลิต ฐานการผลิตจึงเคลื่อนย้ายไปอย่างยาวนานส่งผลทำให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูงทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยสเปนมีอัตราการว่างงานร้อยละ 20.89, กรีซร้อยละ 15.9, ฮังการีร้อยละ 10.80, ฝรั่งเศสร้อยละ 9.7, อเมริการ้อยละ 9.1 ฯลฯ 
     
     Quantitative Easing (QE)ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจึงไม่ได้ผล เพราะไม่ว่าจะเป็น QE 1 ที่ธนาคารกลางพิมพ์แบงก์ออกมา 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อหนี้เสียธนาคาร หรือการออกมาตรการ QE 2 ที่ธนาคารกลางพิมพ์แบงก์ออกมาอีก 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แทรกแซงซื้อตลาดพันธบัตรให้มีราคาสูงเพื่อให้อัตราผลตอบแทนต่ำลงไม่น่าลงทุนนั้น ก็เพื่อหวังว่าการพิมพ์เงินมโหฬารถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ไปปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นกลับกลายเป็นว่าเงินเหล่านั้นได้ไหลออกไปนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่เพื่อแปลงเป็นเงินและสินทรัพย์ในสกุลเงินอื่น เพราะต่างก็เล็งเห็นทั่วโลกพร้อมๆ กันแล้วว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงทั่วโลก ด้วยเหตุนี้การว่างงานในสหรัฐอเมริกาจึงไม่ได้ผลมากนักเทียบกับเม็ดเงินที่ลงไปอย่างมหาศาลเช่นนี้
     
     และดูเหมือนว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณจะเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริการอบใหม่ ซึ่งแนวโน้มก็คือการออกมาตรการ QE 3 ซึ่งอาจสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เข้าไปซื้อตลาดพันธบัตรระยะยาวในตลาดอีก โดยนายพอล ครุ๊กแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พยายามให้ความเห็นไปยังรัฐบาลให้ออกมาตรการพิมพ์แบงก์ให้มากกว่าเดิมเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลถึงประมาณ 8 - 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
     
     ถึงวันนี้ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ไม่ได้ช่วยเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ และยุโรปเท่าไรนัก เพราะไม่ช่วยทำให้ฐานการผลิตย้ายกลับมาที่สหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างงานได้มากขึ้นนัก แถมยังทำให้เกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อมากขึ้นด้วย เพราะอย่างไรเสียสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่ได้มีปัญหาเรื่องแค่ค่าเงิน แต่ยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงที่ไม่สามารถแข่งขันได้ อีกทั้งจีนก็ยังใช้นโยบายค่าเงินหยวนอ่อนค่าเกินกว่าความเป็นจริง เพื่อรักษาตลาดอเมริกาและยุโรปซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดให้ใช้สินค้าจากประเทศจีนต่อไป และโครงสร้างของแต่ละประเทศที่ย้ายฐานการผลิตไปอย่างยาวนั้นได้วางโครงข่ายและสาธารณูปโภคการผลิตเกินกว่าที่จะย้ายกลับไปที่สหรัฐอเมริกาได้ง่าย
     
     หมายความว่านับจากวันนี้ เงินดอลาร์สหรัฐและเงินยูโรจะอ่อนค่าต่อไปแน่นอน!
     
     ในขณะที่จีนซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็ไม่ยอมปล่อยให้เงินหยวนออกไปตลาดนอกประเทศเพื่อใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก เพราะจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ไม่ต้องการให้ต่างชาติมาเก็งกำไรในสกุลเงินหยวนของตัวเอง (ซึ่งอ่อนค่าเกินความเป็นจริง) ด้วยเหตุนี้จีนจึงแบ่งกระดานตลาดหุ้นชัดเจน ในกระดานหุ้นต่างประเทศนั้นไม่อนุญาตให้มาแปลงเป็นเงินสกุลหยวนโดยให้ซื้อขายหุ้นในสกุลเงินต่างประเทศเพื่อเป็นการตัดการเก็งกำไรค่าเงินหยวน แถมทุนที่ไหลเข้าไปในประเทศจีนเอาเข้าจริงก็ถอนกลับออกไม่ได้ง่ายๆ เสียด้วย ส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ในทุนสำรองของจีนอย่างมหาศาล จีนก็ใช้ไปซื้อสินค้าที่จับต้องได้ สินแร่ ที่สำคัญของโลก เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง เหล็ก เพื่อให้ทรัพย์สินของจีนนั้นไม่ด้อยค่าตามดอลลาร์และยูโร แต่ก็ยังทำได้ไม่มากพอในเวลาที่จำกัด
     
     นั่นเป็นสาเหตุที่เงินทั่วโลกไหลเข้ามายังประเทศที่เปิดรับในการเก็งกำไรค่าเงิน และผลตอบแทนอย่างภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะรัฐบาลไทยซึ่งยังไร้ยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ ทันทีที่มีนโยบายประชานิยมสุดขั้ว เร่งอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น อีกทั้งยังประกาศล่วงหน้าจะใช้นโยบายค่าเงินบาทแข็ง ย่อมทำให้เงินทุนจากนอกไหลเข้าออกตลาดหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้ เพื่อทำกำไรสูบความมั่งคั่งกลับคืนไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้อีกหลายระลอก 
     
     ดังนั้นใครกู้หนี้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาในเวลานี้จึงมีแนวโน้มกำไรอัตราแลกเปลี่ยนสูง และใครมีเงินดอลลาร์เก็บเอาไว้ก็คงรีบเอาออกมาขายให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ด้อยค่าไปมากกว่านี้ และกองทุนต่างชาติที่หัวใสกว่านั้นก็คงจะกู้เงินดอลลาร์สหรัฐ (ที่กำลังด้อยค่าลง) เอามาแปลงเป็นเงินบาทกับแบงก์ชาติเพื่อเข้าซื้อหุ้นไทย พันธบัตรไทย ตราสารหนี้ไทย เพื่อเก็งกำไรทั้งจากค่าเงินและการปั่นหุ้น ซึ่งก็จะเป็นการเร่งทำให้เงินบาทแข็งเร็วขึ้นไปอีก
     
     เวลานักลงทุนเห็นการไหลทะลักของทุนนอกเข้าตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงและผันผวน ก็ทำให้คนไทยบางส่วนหนีไปซื้อทองคำจนราคาทะยานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และจนถึงขั้นในบางวันทองคำแท่งขาดตลาดไม่มีขายเสียด้วยซ้ำในสัปดาห์ที่ผ่านมา
     
     ยิ่งเดือนสิงหาคม 2555 ที่แบงก์ชาติของไทยจะเริ่มใช้กฎหมายสถาบันประกันเงินฝาก ที่จะค้ำประกันเงินผู้ฝากได้เพียงรายละไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคาร ก็ยิ่งจะต้องน่าเป็นห่วงว่าผู้ฝากเงินธนาคารซึ่งเคยเป็นคนไทยที่ไม่ต้องการความเสี่ยงต้องเรียนรู้ที่จะรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแม้กระทั่ง “ฝากเงินในธนาคาร”
     
     เห็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกขนาดนี้ทำให้นึกถึงความน่าอัศจรรย์ของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ให้มองเห็นล่วงหน้าให้เก็บสะสมทองคำในคลังหลวงมาล่วงหน้าหลายปี และนึกถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นเศรษฐกิจของจริง กินได้ และสัมผัสได้ ที่ไม่ใช่อยู่บนเศรษฐกิจเทียมบนการเก็งกำไรของโลกที่กำลังเสื่อมถอยในทุกวันนี้

ข้อมูลจากพี่ solo 365 ขอบคุณครับ

ถามเรื่องการเปิดพอตร์ซื้อหุ้นต่างประเทศครับ BBM ถาม
ข้อมูลงบกำไร ของ ESSO หุ้นพลังงานสำหรับใครที่สนใจครับ
ตอบคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของของการลงทุนในตลาดทุน กบการลงทุนในธุรกิจเครือข่าย

เราเป็นนักลงทุน เป็น “ผู้ถือหุ้น” ในบริษัทจดทะเบียน
นั่นคือเรา “เป็นเจ้าของ” บริษัทเหล่านั้น ไม่มากก็น้อยส่วน 
ดังนั้น ในการได้กำไร ก็ต้องแบ่งกัน, ในการประชุมก็ต้องเชิญเรา
เพื่อออกความเห็นชอบ หรือคัดค้าน หรืออภิปรายให้ผู้อื่นร่วม
เห็นชอบ หรือค้ดค้าน ข้อเสนอต่างๆ ในการประชุม 

ไม่เหมือนกับ ธุรกิจขายตรงบางประเภท ที่ชอบใช้คำว่า
เป็นเจ้าของธุรกิจ ผมก็เลยลองถามเล่นๆ ว่า เจ้าของตรงไหน
- ถ้าเป็นเจ้าของ เวลาบริษัทจะตัดสินใจอะไรใหญ่ๆ เชิญผมไหม?
- ถ้าเป็นเจ้าของ ผม “ขาย” มันได้ไหม? ผมทำบริษัทของผม ผมไม่อยากทำต่อแล้ว
ผมก็ขายได้ ผมเป็นผู้ถือหุ้น ผมไม่อยากเป็นอีกแล้ว ผมก็ขายหุ้นได้ แล้วที่มาบอก
(หรือหลอกล่อ) ว่าเป็นเจ้าของน่ะ ผมขายได้ไหม 


แต่ผมก็ยังเชื่อว่าบริษัทที่ทำเครือข่ายดีๆก็มี เพียงแต่ต้องพูดความจริงกันให้หมด

การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องเปิดใจ เล่าข้อมูลให้หมดถึงจะดีกับทุกคนครับ